Ralph Waldo Emerson นักคิด นักเขียน นักปรัชญาชาวอเมริกัน เคยกล่าว(เขียน) ไว้ว่า
The man who knows how will always have a job. The man who also knows why will always be his boss.
แปลได้ว่า “คนที่รู้วิธีการย่อมมีงานทำเสมอ แต่คนที่เข้าใจเหตุผลด้วยจะได้เป็นหัวหน้าคนพวกนั้น”
จริงๆ แล้วนี่เป็นแค่ส่วนหนึ่ง คำพูดเต็มๆ คือ
Without ambition one starts nothing. Without work one finishes nothing. The prize will not be sent to you. You have to win it. The man who knows how will always have a job. The man who also knows why will always be his boss. As to methods there may be a million and then some, but principles are few. The man who grasps principles can successfully select his own methods. The man who tries methods, ignoring principles, is sure to have trouble.
แปลได้ว่า “หากไร้ซึ่งความทะเยอทะยานแล้ว เราก็ไม่อาจริเริ่มอะไรได้ หากไร้ซึ่งการลงมือลงแรง เราก็ไม่สามารถทำอะไรสำเร็จได้ รางวัลไม่ได้มาหาเราเอง เราต้องเอาชนะเพื่อให้ได้มา คนที่รู้วิธีการย่อมมีงานทำเสมอ แต่คนที่เข้าใจเหตุผลด้วยจะได้เป็นหัวหน้าคนพวกนั้น วิธีการอาจจะมีเป็นล้านวิธี แต่หลักการนั้นมีไม่มาก คนที่เข้าใจในหลักการสามารถเลือกใช้วิธีการอย่างได้ผล คนที่ได้แต่ทำไปตามวิธีการโดยไม่สนใจหลักการย่อมเจอแต่ปัญหา”
ผมคิดว่า เราทุกคนที่ทำงานกันทุกวันนี้ ทำงานโดยอาศัย “วิธีการ” หรือ know how เป็นหลักด้วยกันทั้งนั้น เช่น ถ้าเราเป็นพนักงานฝ่ายบุคคล เราก็จะต้องรู้ว่า เมื่อมีพนักงานคนใหม่เข้ามาในบริษัทเราต้องทำอะไรบ้าง เช่น ต้องให้พนักงานเซ็นต์สัญญาอะไรบ้าง ต้องขอเอกสารอะไรจากพนักงานบ้าง ต้องติดต่อกับประกันสังคมและบริษัทประกันยังไงบ้าง ฯลฯ แต่น้อยครั้งที่เราจะรู้เหตุผลเบื้องหลัง หรือ know why ว่าทำไมเราถึงต้องทำอย่างนั้น เช่น ทำไมต้องให้พนักงานเซ็นต์สัญญาก่อนเริ่มงาน มันมีผลยังไง? หรือทำไมต้องมีการปฐมนิเทศน์พนักงานใหม่เป็นขั้นเป็นตอน มาถึงแล้วส่งไปทำงานเลยไม่ได้หรือ?
คนที่ทำงานในระดับบริหารโดยทั่วไป มักจะรู้และเข้าใจเหตุผลพวกนี้เป็นอย่างดี ถ้ามองในมุมนึงคือ ด้วยตำแหน่งหน้าที่บังคับให้ต้องรู้และเข้าใจ แต่ถ้ามองในอีกมุมที่กลับกันคือ คนที่รู้และเข้าใจเท่านั้นที่จะได้ขึ้นไปทำงานในระดับบริหาร ซึ่งก็จะเป็นไปตามที่ Emerson ได้กล่าวไว้ เท็จจริงอย่างไร คงต้องสังเกตกันจากรอบตัวของแต่ละคนกันเองครับ
สิ่งที่น่าสนใจที่ Emerson พูดคือ คนที่เข้าใจหลักการสามารถเลือกวิธีการที่ใช้ได้เหมาะสม นั่นคือ นอกจากที่เราจะต้องมี know how แล้ว เราควรจะมี know why ด้วย เพื่อให้เข้าใจปัญหา สถานการณ์ และสามารถเลือก know how มาประยุกต์ (apply) ใช้ตามความเหมาะสมได้
ผมคิดว่า ใครที่ได้อ่าน quote นี้ คงไม่มีใครค้านความสำคัญของ know why แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมเราถึงสนใจกันแต่ know how?
ตั้งแต่เด็กๆ ที่เรียนกันมา คุณครูก็สอนกันแต่ know how มาตลอด ไม่ว่าจะวิธีบวกลบคูณหาร วิธีการหาพื้นที่ ตรีโกณมิติ หลักแกรมม่าภาษาอังกฤษ กิริยา 3 ช่อง หรือแม้แต่วิชาเชิงพื้นฐานอาชีพ อย่างเกษตร หรือคหกรรม (ตอนเด็กๆ คุณครูสอนให้ทำต้มยำไก่ จำไม่ได้แล้วว่าให้ใส่เห็ดก่อนไก่ หรือใส่ไก่ก่อนเห็ด และก็ไม่เคยรู้ด้วยว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น) เราเรียนกันมาแค่ว่าจะทำอะไรยังไง แต่ไม่ค่อยจะได้ทำความเข้าใจกันว่าทำไปทำไม ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น
สำหรับการเรียนระดับประถม มัธยม ผมคิดว่าอาจจะไม่เป็นไร เพราะเราเรียนเรื่องพื้นฐานให้รู้กว้างๆ ไว้ บางเรื่องอาจจะไม่ได้นำไปใช้ในชีวิตจริงมากนัก แต่ปัญหาคือ พอเรียนระดับปริญญาแล้ว เรายังใช้วิธีคิดแบบเดิมอยู่ ทั้งๆ ที่การเรียนระดับนี้มันเฉพาะเจาะจงสาขาแล้ว มันควรจะ “ลึก” ได้มากกว่านั้น และเมื่อยิ่งเราเรียนจบออกมาทำงานแล้ว งานที่ทำก็มักจะยิ่งแคบลงไปอีก เราก็ยิ่งน่าจะลงลึกไปกว่าเดิมได้อีก
แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นอย่างนั้น ผมคิดว่าถ้าเราสังเกตดีๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวเราเอง หรือรอบๆ ตัวเรา จะเห็นว่า know how แทบจะเป็นสิ่งเดียวที่ใช้ในการทำงาน ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?
เหตุผลที่ผมพอจะคิดได้คือ know how ถึงแม้จะถ่ายทอดกันไม่ง่าย แต่ก็เป็นเรื่องที่พอจะทำได้ ในขณะที่ know why นั้นเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดกันยากมาก พูดง่ายๆ คือ การจะสอนกันให้ “รู้” นั้นสอนได้ แต่จะสอนกันให้ “เข้าใจ” นั้นมันยาก อาจจะเป็นเพราะว่าการจะเข้าใจอะไรซักอย่างนั้น มันไม่ใช่แค่ว่าเรา “รับ” อะไรเข้ามาแล้วจะเข้าใจได้เลย เราต้องลงแรงในการคิดตาม และวิเคราะห์พอสมควรถึงจะเข้าใจสิ่งที่เรารับมาได้
ถึงแม้ know why จะเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดกันได้ยาก ผมก็ยังคิดว่ามันก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอยู่มาก เพราะการรู้เฉพาะด้าน know how จะจำกัดวิธีคิดในการแก้ปัญหาต่างๆ ของเรา และมีโอกาสสูงที่เราจะฝืนใช้วิธีที่เราคุ้นเคยแทนที่จะเลือกใช้วิธีที่เหมาะสม
ในหนังสือ The Psychology of Science (พิมพ์ครั้งแรกปี 1966) Abraham Maslow นักจิตวิทยาผู้ก่อตั้งสาขาจิตวิทยามนุษยนิยม (humanistic psychology) เขียนไว้ว่า
If all you have is a hammer, everything looks like a nail.
แปลตรงตัวว่า “ถ้าเรามีแต่ค้อน อะไรๆ ก็จะดูเหมือนตะปูไปหมด” หมายความว่า ถ้าเรามีเครื่องมือเพียงอย่างเดียวคือค้อน เราก็จะมองปัญหาทุกอย่างเป็นตะปูไปหมด เพราะเราคิดแต่จะใช้ค้อนแก้ปัญหา (ก็ไม่มีอย่างอื่นนี่นา)
ปัญหาคือ know how นั้นมีอยู่มากมายเต็มไปหมด เราไม่สามารถรู้ทุกอย่างเพื่อเตรียมไว้สำหรับแก้ปัญหาล่วงหน้าได้ ดังนั้นในหลายๆ กรณี เราต้องอาศัย know why วิเคราะห์หาแนวทาง ก่อนที่จะเลือกศึกษาวิธีการเพื่อนำมาใช้แก้ปัญหา แต่ถ้าเราไม่มี know why วิธีแก้ปัญหาของเราก็ถูกจำกัดอยู่แค่ know how ที่เรามีเท่านั้น
และการใช้ค้อนสำหรับทุกปัญหา ก็คงไม่สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จอะไรได้
ผมไม่รู้จะแก้ปัญหานี้สำหรับส่วนรวมยังไง ตอนนี้ก็คงได้แค่แก้ปัญหาให้ตัวเองไปก่อนครับ

