Articles

บทความ

Jan 2011 17 10:37 am

สิทธิบัตรซอฟต์แวร์ เป็นสิ่งชั่วร้าย?

Share/Save/Bookmark

แปลจาก Are Software Patents Evil? โดย Paul Graham
เกี่ยวกับงานแปล

มีนาคม 2006

(บทความนี้เรียบเรียงจากการบรรยายที่ Google)

สองสามสัปดาห์ก่อน ผมค่อนข้างแปลกใจเมื่อได้รู้ว่า ผมได้รับอนุมัติสิทธิบัตรมา 4 ตัว ที่น่าแปลกใจคือ ผมยื่นขอจดสิทธิบัตรไปเพียงแค่ 3 ตัวเท่านั้น แน่นอนว่าสิทธิบัตรนี้ไม่ใช่ของผมเอง แต่เป็นของบริษัท Viaweb ซึ่งก็ทำให้สิทธิบัตรนั้นกลายเป็นของ Yahoo ไปเนื่องจาก Yahoo ซื้อ Viaweb ไปแล้ว แต่เรื่องนี้ก็ทำให้ผมได้ขบคิดตั้งคำถามเกี่ยวกับสิทธิบัตรซอฟต์แวร์ในมุมกว้างๆ

สิทธิบัตรเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ผมต้องคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิทธิบัตรแก่บริษัท startup ส่วนใหญ่ที่ YCombinator ให้ทุน และถึงแม้จะมึประสบการณ์มาหลายปี ผมก็มักจะรู้สึกไม่แน่ใจว่าผมให้คำแนะนำที่ถูกต้องหรือเปล่าอยู่เสมอ

เรื่องหนึ่งที่ผมค่อนข้างมั่นใจคือ ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับสิทธิบัตรซอฟต์แวร์ คุณก็จะไม่เห็นด้วยกับหลักการของสิทธิบัตรโดยรวมด้วย ทีละเล็กทีละน้อย เครื่องจักรต่างๆ ของเราจะค่อยๆ มีส่วนประกอบที่เป็นซอฟต์แวร์มากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เคยสร้างด้วยคาน (lever) ลูกเบี้ยว (cam) และเฟือง (gear) ทุกวันนี้ถูกสร้างด้วยลูป (loop) ทรี (tree) และโคลสเชอร์ (closure) แทน การนำชิ้นส่วนทางกายภาพมาประกอบขึ้นเป็นระบบควบคุม ไม่มีอะไรพิเศษถึงขนาดต้องนำมาจดเป็นสิทธิบัตร และถ้ามองในเชิงซอฟต์แวร์ ก็ควรเป็นเช่นเดียวกัน

แต่โชคร้ายที่กฎหมายสิทธิบัตรนั้น มีข้อขัดแย้งกันเองในประเด็นนี้ กฎหมายสิทธิบัตรในหลายๆ ประเทศระบุไว้ว่า อัลกอริทึม (algorithm) ไม่สามารถนำมาจดสิทธิบัตรได้ กฎข้อนี้มาจากยุคที่คำว่า “อัลกอริทึม” หมายถึงงานอย่าง Sieve of Eratosthenes (อัลกอริทึมหาจำนวนเฉพาะ) ในยุค ค.ศ. 1800 คนในสมัยนั้นมองไม่เห็นเหมือนกับคนในสมัยเราว่า สิทธิบัตรของเครื่องจักรที่ยอดเยี่ยมทั้งหลายนั้นจริงๆ แล้วก็คือ สิทธิบัตรของอัลกอริทึมที่ใช้ประกอบตัวเครื่องนั้นให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมานั่นเอง

ทนายความสิทธิบัตรทุกวันนี้ก็ยังต้องแสร้งทำเช่นนั้นในการยื่นขอจดสิทธิบัตร คุณไม่สามารถใช้คำว่า “อัลกอริทึม” ในหัวข้อของการยื่นขอจดสิทธิบัตรได้ เช่นเดียวกับที่คุณไม่สามารถใช้คำว่า “งานเขียน” เป็นชื่อหนังสือ ถ้าคุณต้องการจะจดสิทธิบัตรสำหรับอัลกอริทึม คุณต้องจัดทำให้เป็นการขอจดสิทธิบัตรสำหรับระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้อัลกอริทึมนั้น ทีนี้ก็มันจะกลายเป็นกลไกเครื่องจักรแล้ว! คำเลี่ยงของอัลกอริทึมคือ คำว่า “ระบบและวิธีการ” (system and method) ลองเสิร์ชฐานข้อมูลของสิทธิบัตรดู แล้วคุณจะเห็นว่ามีคำนี้มากแค่ไหน

เนื่องจากสิทธิบัตรซอฟต์แวร์ก็ไม่ได้ต่างจากสิทธิบัตรฮาร์ดแวร์ คนที่พูดว่า “สิทธิบัตรซอฟต์แวร์เป็นสิ่งชั่วร้าย” ก็เหมือนกับพูดว่า “สิทธิบัตรเป็นสิ่งชั่วร้าย” แต่ทำไมหลายคนถึงโวยเฉพาะเรื่องสิทธิบัตรของซอฟ์ตแวร์?

ผมคิดว่าปัญหานี้เป็นปัญหาจากสำนักงานสิทธิบัตร มากกว่าที่จะเป็นปัญหาจากหลักการของสิทธิบัตรซอฟต์แวร์เอง เมื่อไรก็ตามที่ ซอฟต์แวร์มาเจอกับรัฐบาล เรื่องแย่ๆ มักจะตามมาเสมอ เพราะซอฟต์แวร์นั้นเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่รัฐบาลมักจะเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ สำนักงานสิทธิบัตรนั้นมีงานล้นมือมาตลอด ด้วยคำร้องขอจดสิทธิบัตรที่ทั้งมีจำนวนมหาศาลและมีเนื้อหาสาระที่แปลกใหม่ ซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้สำนักงานสิทธิบัตรทำข้อผิดพลาดไว้เยอะมาก

ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดคือ การอนุมัติออกสิทธิบัตรในเรื่องที่ไม่ควรอนุมัติ งานประดิษฐ์ที่ควรได้รับสิทธิบัตรนั้นจะต้องมีมากกว่าแค่ความใหม่ งานนั้นต้องไม่เป็นเรื่องที่ชัดเจนที่ใครๆ ก็รู้กัน และประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ USPTO (United States Patent and Trademark Office) ทำพลาดมาเสมอ เว็บไซต์ Slashdot มีไอคอนที่แสดงถึงปัญหานี้ได้อย่างชัดเจน คือ รูปมีดและส้อม โดยมีข้อความกำกับไว้ว่า “patent pending” (กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาอนุมัติสิทธิบัตร)

สิ่งที่น่ากลัวคือ Slashdot ใช้ไอคอนนี้เท่านั้นสำหรับเรื่องเกี่ยวกับสิทธิบัตร ตอนนี้ผู้อ่านที่ Slashdot คิดเหมาไปแล้วว่า เรื่องราวเกี่ยวกับสิทธิบัตรเป็นเรื่องหลอกกันเล่นๆ นี่คือประเด็นที่ทำให้เกิดปัญหา

ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาของสิทธิบัตร one-click (สั่งซื้อสินค้าได้ด้วยคลิกเดียว เนื่องจากเคยเก็บข้อมูลของลูกค้าไว้แล้ว) อันดังกระฉ่อนของ Amazon ไม่ได้เป็นปัญหาเพราะมันเป็นสิทธิบัตรซอฟต์แวร์ แต่เป็นปัญหาเพราะมันเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้กัน ร้านค้าออนไลน์ใดๆ ที่มีการเก็บข้อมูลของลูกค้าก็สามารถทำเช่นนี้ได้ เหตุผลที่ Amazon ทำได้เป็นเจ้าแรกไม่ใช่เพราะฉลาดกว่าใคร แต่เป็นเพราะ Amazon เป็นไซต์แรกๆ ที่มีอำนาจมากพอที่จะบังคับให้ลูกค้าล็อกอินก่อนที่จะสั่งซื้อสินค้าได้ [1]

พวกเราในฐานะแฮกเกอร์ รู้กันดีว่า USPTO ปล่อยให้คนจดสิทธิบัตรในสิ่งที่เป็น “มีดกับส้อม” ปัญหาคือ USPTO ไม่ใช่แฮกเกอร์ เจ้าหน้าที่ที่นั่นอาจจะมีความสามารถในการตีความงานประดิษฐ์อย่างการหล่อเหล็กกล้า หรือการผลิตเลนส์ แต่พวกเขายังไม่เข้าใจซอฟต์แวร์

ถึงตรงนี้ คนที่มองโลกในแง่ดีอาจจะอยากพูดว่า “แต่ในที่สุดแล้วพวกนั้นก็จะเข้าใจเองแหละ” แต่โชคไม่ดีที่มันอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น ปัญหาของสิทธิบัตรซอฟต์แวร์เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของปัญหาของสิทธิบัตรโดยรวม คือ สำนักงานสิทธิบัตรต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ปัญหานี้ก็จะมีแต่แย่ลง เพราะเทคโนโลยีมีแต่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นทุกวัน อีก 30 ปีข้างหน้า สำนักงานสิทธิบัตรอาจจะเข้าใจถึงสิ่งที่เราจดทะเบียนเป็นสิทธิบัตรซอฟต์แวร์กัน ณ วันนี้ แต่เมื่อถึงเวลานั้นก็จะมีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่พวกเขาแทบไม่เข้าใจเกิดขึ้นมาอีก

การยื่นขอจดสิทธิบัตรเป็นการต่อรองอย่างหนึ่ง ในตอนที่เรายื่นคำร้อง เราจะขอสิทธิบัตรที่มีขอบเขตที่กว้างกว่าที่เราคิดว่าเราจะได้รับจริง แล้วผู้พิจารณาก็จะตอบกลับมาโดยปฏิเสธคำร้องบางข้อ และอนุมัติคำร้องในข้ออื่นๆ ดังนั้นผมจึงไม่โทษที่ Amazon ยื่นคำร้องขอจดสิทธิบัตร one-click ความผิดพลาดนั้นมาจากสำนักงานสิทธิบัตรที่ไม่พยายามจำกัดขอบเขตของสิทธิบัตรให้แคบลงด้วยเนื้อหาสาระทางเทคนิค การอนุมัติสิทธิบัตรที่มีขอบเขตกว้างเกินควรเช่นนี้ ก็เหมือนกับ USPTO ยอมมีความสัมพันธ์เกินเลยกับ Amazon ในคืนนัดเดทแรก แล้วจะให้ Amazon ปฏิเสธหรือ?

จุดที่ Amazon เดินเข้าสู่ด้านมืดไม่ใช่การยื่นขอสิทธิบัตร แต่เป็นการนำสิทธิบัตรนั้นมาบังคับใช้ มีบริษัทเป็นจำนวนมาก (เช่น Microsoft) ที่จดทะเบียนสิทธิบัตรที่มีขอบเขตกว้างกว่าที่ควรไว้เป็นจำนวนมหาศาล แต่บริษัทเหล่านี้ก็ใช้สิทธิบัตรเหล่านี้ไว้เป็นเครื่องป้องกันตัวเท่านั้น เช่นเดียวกับอาวุธนิวเคลียร์ จุดประสงค์หลักของการรวบรวมสิทธิบัตรก็เอาไว้เพื่อขู่ หากใครก็ตามคิดจะมาฟ้องร้องเป็นได้เจอฟ้องกลับแน่ แต่คดีที่ Amazon ฟ้องร้อง Barnes & Noble เหมือนกับการเอาอาวุธนิวเคลียร์ไปทำร้ายคนอื่นก่อน

คดีนั้นอาจจะทำให้เกิดผลเสียกับ Amazon มากกว่าผลดีเสียอีก เว็บไซต์ Barnes & Noble นั้นไม่ได้ดีเด่นอะไร Amazon สามารถเอาชนะได้ง่ายๆ อยู่แล้ว การไปโจมตีคู่แข่งที่เราสามารถมองข้ามไปได้ ทำให้เกิดรอยด่างในชื่อเสียงของ Amazon เอง แม้แต่ในตอนนี้ ผมคิดว่าถ้าเราถามแฮกเกอร์ว่า ถ้าพูดถึง Amazon แล้วนึกถึงอะไร จะต้องมีเรื่องสิทธิบัตร one-click ติดหนึ่งในสิบอย่างแน่นอน

Google ก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่า การเป็นเจ้าของสิทธิบัตรไม่ถือเป็นเรื่องชั่วร้าย Google เองก็ยื่นขอจดสิทธิบัตรเป็นจำนวนมากเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้น Google เป็นพวกปากอย่างใจอย่างหรือเปล่า? สิทธิบัตรเป็นสิ่งชั่วร้ายหรือเปล่า?

คำถามนี้จริงๆ แล้วมี 2 ความหมาย และคนตอบคำถามนี้ก็มักจะแยกไม่ออกว่าอันที่จริงแล้วกำลังตอบคำถามไหนอยู่ ในความหมายแคบๆ คำถามคือ ในระบบกฎหมายปัจจุบันนี้ การขอจดสิทธิบัตรเป็นสิ่งที่ผิดหรือไม่? และในความหมายที่กว้างกว่านั้น คำถามคือ การที่ระบบกฎหมายยอมให้มีการจดสิทธิบัตรเป็นสิ่งที่ผิดหรือไม่?

ทั้ง 2 ข้อนี้ เป็นคนละคำถามกัน ยกตัวอย่างเช่น ในสังคมก่อนยุคอุตสาหกรรมอย่างในยุโรปสมัยกลาง ถ้ามีใครมาทำร้ายเรา เราก็จะไม่ไปแจ้งตำรวจ เพราะในสมัยนั้นไม่มีตำรวจ ถ้าถูกทำร้าย เราก็ต้องสู้ตอบ ซึ่งการทำเช่นนี้เป็นธรรมเนียมวิธีปฏิบัติทั่วไปในในสมัยนั้น การทำเช่นนี้ผิดหรือไม่? กรณีนี้เป็น 2 คำถามเช่นกัน คือ ผิดหรือไม่ที่เราทำตัวเป็นศาลเตี้ยตัดสินผิดถูกด้วยตัวเอง? และผิดหรือไม่ที่เราจำเป็นต้องทำเช่นนั้น? มีแนวโน้มที่เราจะบอกว่าผิดสำหรับคำถามที่สอง แต่ไม่ผิด สำหรับคำถามแรก ถ้าไม่มีใครมาปกป้องเรา เรานี่แหละที่ต้องปกป้องตัวเอง [2]

สถานการณ์ของสิทธิบัตรก็ไม่ต่างกัน ธุรกิจเป็นสงครามที่มีการจัดรูปแบบอย่างหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วธุรกิจก็วิวัฒนาการมาจากการทำสงครามจริงๆ นักธุรกิจในยุคแรกๆ นั้นสามารถเปลี่ยนจากพ่อค้าเป็นโจรสลัดได้ในทันที ขึ้นอยู่กับว่าเราดูแข่งแกร่งแค่ไหนในสายตาคนพวกนี้ ในวงการธุรกิจ มีกฎระเบียบวิธีว่าบริษัทควรหรือไม่ควรจะแข่งขันกันด้วยวิธีไหนบ้าง และคนที่ทำตามวิธีของตัวเองโดยไม่สนใจกฎเหล่านั้น ก็คือคนที่ไม่เข้าใจแก่นสำคัญของระบบธุรกิจ การพูดว่า “ฉันจะไม่ยื่นขอจดสิทธิบัตร เพราะใครๆ ก็ทำกัน” ต่างกับการพูดว่า “ฉันจะไม่พูดโกหก เพราะว่าใครๆ ก็ทำกัน” แต่มันเหมือนกับพูดว่า “ฉันจะไม่ใช้ TCP/IP เพราะใครๆ ก็ใช้กัน” ซึ่งแน่นอนว่า คุณต้องใช้อยู่แล้ว

ตัวอย่างเปรียบเทียบที่ใกล้เคียงกว่าน่าจะเป็นกรณีคนที่ได้ไปดูการแข่งขันฮ็อกกี้เป็นครั้งแรก แล้วรู้สึกตกใจที่เห็นผู้เล่นตั้งใจพุ่งเข้าชนกัน (checking) อย่างชัดเจน และคิดไปว่าไม่ว่าด้วยเหตุใด ผู้เล่นไม่ควรแสดงมารยาทแย่ๆ อย่างนั้นในเกมการแข่งฮ็อกกี้

กีฬาฮ็อกกี้นั้นอนุญาตให้มีการกระแทกกันได้ การทำเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของเกม ถ้าทีมของเราไม่ยอมทำ ก็จะแพ้อย่างแน่นอน เช่นเดียวกับวงการธุรกิจ ภายใต้กฎปัจจุบัน สิทธิบัตรเป็นส่วนหนึ่งของเกม

ประเด็นนี้มีความหมายอย่างไรในเชิงปฏิบัติ? พวกเรามักจะบอกบริษัท startup ที่เราให้ทุนสนับสนุนว่าไม่ต้องไปกังวลกับการละเมิดสิทธิบัตร เพราะบริษัท startup ไม่ค่อยจะถูกฟ้องในกรณีละเมิดสิทธิบัตร มีเหตุผลเพียงแค่ 2 ข้อที่จะมีคนมาฟ้องเราคือ เพื่อเงิน และเพื่อกีดกันไม่ให้เราเข้าไปแข่งขันด้วย บริษัท startup นั้นไม่ได้มีสถานภาพทางการเงินดีพอที่จะคุ้มค่าในการฟ้องเพื่อหวังเงิน และในความเป็นจริงแล้ว บริษัท startup ก็ไม่ค่อยถูกฟ้องโดยบริษัทคู่แข่งเช่นกัน บริษัท startup มักจะไม่ฟ้องกันเองในประเด็นนี้ เนื่องจาก (a) คดีสิทธิบัตรเป็นสิ่งที่ไม่ช่วยให้งานก้าวหน้าแต่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง (b) บริษัท startup มักจะยังมีอายุน้อย ดังนั้นอาจจะยังไม่ได้รับอนุมัติสิทธิบัตร [3] และบริษัท startup อย่างน้อยในวงการธุรกิจซอฟต์แวร์ ก็มักจะไม่ค่อยถูกฟ้องโดยบริษัทขนาดใหญ่ แม้ว่า Microsoft จะมีสิทธิบัตรจำนวนมาก แต่ผมก็ไม่เคยเห็นกรณีที่ Microsoft จะไปไล่ฟ้องร้องบริษัท startup ในกรณีละเมิดสิทธิบัตร บริษัทอย่าง Microsoft และ Oracle ไม่ได้ประสบความสำเร็จด้วยการชนะคดี มันเสี่ยงไม่แน่นอนเกินไป บริษัทพวกนี้ประสบความสำเร็จด้วยการกันคู่แข่งไม่ให้เข้ามาเบียดในช่องทางการขาย ถ้าบริษัทของคุณสามารถทำให้บริษัทเหล่านี้รู้สึกถูกคุกคามได้ มีแนวโน้มที่บริษัทพวกนี้จะพยายามซื้อบริษัทของคุณ มากกว่าที่จะพยายามฟ้องร้อง

ถ้าคุณอ่านข่าวเกี่ยวกับบริษัทใหญ่ฟ้องบริษัทที่เล็กกว่าในประเด็นละเมิดสิทธิบัตร มักจะเป็นกรณีที่บริษัทใหญ่นั้นอยู่ในช่วงขาลง กำลังหาหลักยึด ตัวอย่างเช่น กรณีบริษัท Unisys ที่พยายามจะบังคับใช้สิทธิบัตรของ LZW compression เมื่อคุณเห็นบริษัทใหญ่เริ่มฟ้องร้องกรณีละเมิดสิทธิบัตร เตรียมขายหุ้นทิ้งได้เลย เมื่อบริษัทเริ่มต้องสู้ในประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา มันเป็นลางบอกเหตุได้ว่าบริษัทนั้นกำลังแพ้ในสมรภูมิจริง นั่นคือ การเสียฐานลูกค้า

บริษัทที่ฟ้องบริษัทคู่แข่งในประเด็นละเมิดสิทธิบัตรนั้น ก็เหมือนนักมวยที่เอาแต่ตั้งรับ เมื่อโดนอัดจนอ่วมแล้ว ก็หันไปขอให้กรรมการช่วย ปกติเราจะไม่ทำอย่างนั้น ถ้าเรายังเป็นฝ่ายที่คุมเกมอยู่ ถึงแม้ว่าเราจะเห็นว่าอีกฝ่ายทำฟาล์วก็ตาม ดังนั้นบริษัทที่ฟ้องคดีสิทธิบัตรก็คือบริษัทที่กำลังมีปัญหานั่นเอง

ในตอนที่พวกผมกำลังทำบริษัท Viaweb กันอยู่ มีอีกบริษัทหนึ่งในธุรกิจ e-commerce ที่มีขนาดใหญ่กว่า ได้รับสิทธิบัตรเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ หรือประเด็นประมาณนั้น ผมได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จาก VP จากบริษัทนั้น ถามว่าบริษัทผมสนใจจะซื้อไลเซนส์ของสิทธิบัตรนี้มั้ย ผมตอบกลับไปว่า ผมคิดว่าสิทธิบัตรนี้เป็นเรื่องเหลวไหลทั้งสิ้น ไม่มีทางเอาไปใช้จริงในศาลได้ เขาตอบกลับมาว่า “โอเค” และถามต่อว่า “แล้วตอนนี้คุณกำลังรับคนเพิ่มมั้ย?”

แต่ถ้าบริษัท startup ของคุณเริ่มโตขึ้นมาระดับหนึ่ง ไม่ว่าคุณจะทำอะไร คุณก็จะเริ่มถูกฟ้องแล้ว ถ้าคุณกลายเป็นบริษัทมหาชน คุณก็จะโดนพวก “patent troll” รุมฟ้อง โดยพวกนี้จะหวังให้คุณจ่ายเงินเพื่อปิดปาก ผมจะพูดถึงกรณีนี้ทีหลัง

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ จะไม่มีใครฟ้องคุณในประเด็นการละเมิดสิทธิบัตรจนกว่าคุณจะมีเงิน และพอคุณมีเงินแล้ว คนก็จะฟ้องคุณไม่ว่าจะมีมูลหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นผมจะแนะนำให้ใช้หลักชะตานิยม (fatalism – อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด เราไม่สามารถป้องกันได้) อย่าไปเสียเวลากังวลกับการละเมิดสิทธิบัตร เราอาจจะละเมิดสิทธิบัตรทุกครั้งที่เราผูกเชือกรองเท้าก็ได้ ในตอนเริ่มต้น ให้คิดแค่ว่าจะสร้างสิ่งที่ยอดเยี่ยม และจะสร้างฐานผู้ใช้ได้อย่างไร ถ้าคุณไปถึงจุดที่ใครๆ ก็คิดว่าคุณมีค่าพอที่จะฟ้อง ก็แปลว่า คุณทำได้สำเร็จแล้ว

พวกผมแนะนำบริษัทที่เราให้ทุนสนับสนุน ให้ยื่นขอสิทธิบัตร แต่ไม่ใช่เพื่อให้สามารถใช้ฟ้องร้องคู่แข่งได้ บริษัท startup ที่ประสบความสำเร็จสุดท้ายแล้วถ้าไม่ถูกซื้อ ก็จะกลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ถ้าบริษัท startup ต้องการจะพัฒนาโตขึ้นไปเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ก็จะต้องสะสมสิทธิบัตรเอาไว้ เพื่อเป็นเครื่องมือต่อรองสงบศึกกับบริษัทใหญ่ๆ อื่นๆ ถ้าบริษัท startup ต้องการให้มีคนมาซื้อ ก็ควรต้องยื่นขอจดสิทธิบัตรเช่นกัน เพราะสิทธิบัตรเป็นส่วนหนึ่งของการตกลงเจรจากับผู้ซื้อ

บริษัท startup ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จได้โดยการถูกซื้อ และผู้ซื้อส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับสิทธิบัตร การเข้าซื้อบริษัท startup นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการตัดสินใจเลือกของผู้ซื้อระหว่าง จะสร้างหรือจะซื้อ เราจะซื้อบริษัท startup นี้ดีหรือจะสร้างผลิตภัณฑ์แบบนี้ขึ้นมาเองดี? และมี 2 ประเด็นที่จะทำให้ผู้ซื้อตัดสินใจที่จะไม่สร้างผลิตภัณฑ์นั้นขึ้นมาเองคือ หนึ่ง ถ้าบริษัท startup นั้นมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ที่กำลังโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และสอง ถ้าบริษัท startup นั้นยื่นคำร้องขอสิทธิบัตรที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับอนุมัติ สำหรับส่วนที่สำคัญของซอฟต์แวร์ไว้แล้ว

มีเหตุผลข้อที่ 3 ว่าทำไมบริษัทใหญ่จึงเลือกที่จะซื้อบริษัท startup มากกว่าที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาเอง คือ ถ้าบริษัทเหล่านี้สร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาเอง ก็จะทำพลาดเสียเอง แต่มีบริษัทใหญ่ๆ เพียงไม่กี่บริษัทที่ฉลาดพอที่จะยอมรับประเด็นนี้ โดยทั่วไปวิศวกรของบริษัทผู้ซื้อจะถูกถามว่า ถ้าจะสร้างผลิตภัณฑ์แบบนี้ขึ้นมาเอง จะยากมากน้อยแค่ไหน ซึ่งวิศวกรเหล่านี้ มักจะประเมินความสามารถของตัวเองไว้สูงเกินจริง [4] สิทธิบัตรดูจะช่วยเปลี่ยนแนวโน้มน้ำหนักให้ไปอีกข้างหนึ่ง คือจะทำให้ผู้ซื้อได้มีข้ออ้างว่าไม่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์แบบเดียวกันเลียนแบบได้ นอกจากนั้น สิทธิบัตรยังช่วยให้ผู้ซื้อเห็นส่วนที่มีความพิเศษในเทคโนโลยีของเราด้วย

พูดตามตรงแล้ว เป็นเรื่องน่าแปลกใจสำหรับผม ที่สิทธิบัตรมีบทบาทน้อยมากในธุรกิจซอฟต์แวร์ มันค่อนข้างเป็นเรื่องน่าตลก หากลองคิดถึงความน่ากลัวที่ผู้เชี่ยวชาญมักพูดถึงประเด็นว่า สิทธิบัตรซอฟต์แวร์จะไปปิดกั้นนวัตกรรมใหม่ๆ แต่หากเราลองมองเข้าไปที่ธุรกิจซอฟต์แวร์อย่างถี่ถ้วนแล้ว สิ่งที่น่าแปลกใจคือ สิทธิบัตรนั้นแทบจะมีผลน้อยมาก

ในวงการอื่น บริษัทต่างๆ มักจะฟ้องร้องคู่แข่งในประเด็นละเมิดสิทธิบัตรอยู่เป็นประจำ ยกตัวอย่างเช่น ในธุรกิจเครื่องสแกนกระเป๋าสำหรับสนามบิน แต่ก่อนนั้นผูกขาดโดยผู้ให้บริการแค่ 2 เจ้ามาเป็นเวลานาน คือ บริษัท InVision และ L-3 ในปี 2002 มีบริษัท startup หน้าใหม่ชื่อ Reveal ซึ่งมีเทคโนโลยีที่จะทำให้สร้างเครื่องสแกนได้เล็กลง มีขนาดเป็นแค่ 1 ใน 3 ของเครื่องอื่นๆ ในตอนนั้น บริษัทนี้ถูกฟ้องฐานละเมิดสิทธิบัตรก่อนที่จะได้ออกสินค้ามาขายเสียอีก

เรามักจะไม่ค่อยได้ยินเรื่องทำนองนี้ในวงการของเรา มีตัวอย่างที่ผมรู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าอับอายคือ กรณีที่ Yahoo ยื่นฟ้องร้องในคดีสิทธิบัตรกับบริษัท startup ในธุจกิจเกมชื่อ Xfire ในปี 2005 บริษัท Xfire นั้นดูจะไม่ได้มีพิษสงอะไร และก็ยากที่จะหาเหตุผลมาอธิบายได้ว่าทำไม Yahoo ถึงรู้สึกว่าโดนเบียดเข้ามาแข่งด้วย คนที่เป็น VP ของแผนกวิศวกรรมที่ Xfire นั้นเคยทำงานที่ Yahoo ในงานที่คล้ายๆ กัน อันที่จริงแล้ว เขาคนนี้ก็มีชื่อเป็นผู้คิดค้นอยู่ในสิทธิบัตรที่ Yahoo เอามาฟ้องนี่แหละ บางทีแล้วนี่อาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวก็ได้ ถ้าจะให้ผมเดา ผมขอเดาว่าคนที่ Yahoo คงทำอะไรพลาดสักอย่าง อย่างไรก็ตาม Yahoo ก็ไม่ได้เอาจริงเอาจังกับคดีนี้มากนัก

ทำไมสิทธิบัตรถึงไม่ค่อยมีบทบาทในวงการซอฟต์แวร์? ผมพอจะคิดเหตุผลที่เป็นไปได้ 3 ข้อ

หนึ่งคือ ซอฟต์แวร์นั้นมีความสลับซับซ้อนมากจนตัวสิทธิบัตรเองอาจจะไม่มีค่าเท่าไรนัก ผมพูดแบบนี้อาจดูเหมือนดูถูกวงการอื่น แต่ดูเหมือนว่า ในวงการวิศวกรรมเกือบทุกด้าน ถ้าเราสามารถให้รายละเอียดของเทคนิคใหม่ๆ กับกลุ่มผู้ที่มีความรู้ในสาขานั้นในระดับกลางถึงระดับสูงแล้ว เราสามารถคาดหวังว่าคนกลุ่มนี้จะสามารถสร้างในสิ่งที่เราต้องการได้ เช่น ถ้ามีใครสร้างกระบวนการใหม่ในการหลอมแร่เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มากขึ้น และถ้าเรารวมทีมผู้เชี่ยวชาญที่ทรงคุณวุฒิขึ้นมาได้ ทีมนี้ก็สามารถที่จะสร้างผลผลิตที่คาดหวังนี้ได้ แต่กรณีเช่นนี้ดูจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในวงการซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และคาดคะเนได้ยาก จน “ผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิ” อาจจะไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก

นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมเราจึงไม่ค่อยได้ยินคำว่า “ผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิ” ในธุจกิจซอฟต์แวร์ งานที่ความสามารถในระดับนั้นจะสร้างให้เราได้ อาจจะเป็น การทำให้ซอฟต์แวร์ของเราคอมแพททิเบิลกับซอฟต์แวร์ตัวอื่นๆ ภายในเวลา 8 เดือน และด้วยต้นทุนมหาศาล ในการที่จะทำอะไรที่ยากกว่านั้น เราต้องอาศัย ความฉลาดเฉพาะตัว ถ้าเรารวมทีมผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นมา แล้วบอกให้สร้างโปรแกรมอ่านอีเมลที่เป็น web-based ทีมนี้จะโดนทีมเด็กไฟแรงอายุ 19 ปีบดขยี้เละเทะแน่นอน

ผู้เชี่ยวชาญอาจจะสามารถสร้างงาน (implement) ได้ แต่ไม่สามารถออกแบบได้ หรืออาจจะเป็นว่า ความเชี่ยวชาญในการสร้าง เป็นความสามารถเพียงอย่างเดียวที่คนทั่วไป ซึ่งรวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้วย สามารถวัดออกมาได้ [5]

แต่ว่าการออกแบบเป็นทักษะที่มีขอบเขต ไม่ใช่สิ่งที่ล่องลอยในอากาศที่ไม่สามารถสัมผัสได้ สิ่งต่างๆ มักจะดูไม่มีตัวตนไม่สามารถสัมผัสได้ เมื่อเราไม่เข้าใจมัน ไฟฟ้าเคยดูเหมือนเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนสำหรับคนในยุค 1800 ใครจะรู้ว่ามีอะไรๆ เกี่ยวกับไฟฟ้ามากมาย? การออกแบบก็เช่นเดียวกัน บางคนสามารถออกแบบได้ดี ในขณะที่บางคนทำได้ไม่ดี และมีบางอย่างที่จับต้องได้ในประเด็นที่คนทำได้ดีและทำได้ไม่ดี

เหตุผลที่การออกแบบมีความสำคัญมากในซอฟต์แวร์ อาจเป็นเพราะในซอฟต์แวร์นั้นมีข้อจำกัดน้อยกว่าสิ่งของทางกายภาพ การสร้างสิ่งของทางกายภาพนั้นต้องใช้ทุนเยอะและมีความเสี่ยง ขอบเขตของทางเลือกที่เป็นไปได้ก็จะจำกัดกว่า เรามักจะทำงานเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มขนาดใหญ่ และมีกฎระเบียบที่เราต้องทำตามมากมาย แต่จะไม่มีเงื่อนไขและข้อจำกัดดังกล่าว ถ้าเรากับเพื่อนๆ คิดจะสร้างแอพพลิเคชันที่เป็น web-based ขึ้นมาสักตัว

เนื่องจากว่าขอบเขตของการออกแบบในซอฟต์แวร์นั้นกว้างมาก แอพพลิเคชันที่ประสบความสำเร็จนั้นมักจะเป็นมากกว่าแค่การเอาสิทธิบัตรต่างๆ มารวมกัน สิ่งที่ช่วยปกป้องบริษัทเล็กๆ ไม่ให้ถูกบริษัทใหญ่ๆ ลอกเลียนแบบผลงานนั้นไม่ได้มีเพียงแค่สิทธิบัตร แต่รวมถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นับพัน ที่หากบริษัทใหญ่พยายามจะทำเลียนแบบแล้ว จะทำพลาดแน่นอน

เหตุผลข้อที่สองที่สิทธิบัตรไม่ค่อยมีบทบาทในวงการของเราคือ บริษัท startup นั้นไม่ค่อยแข่งขันโดยการพุ่งเข้าชนบริษัทใหญ่ๆ ตรงๆ อย่างที่บริษัท Reveal ทำ ในธุรกิจซอฟต์แวร์ บริษัท startup เอาชนะบริษัทที่มีชื่อเสียงโดยการข้ามขึ้นไปอยู่เหนือกว่า บริษัท startup จะไม่สร้างโปรแกรมเวิร์ดโปรเซสซิงบนเดสก์ท็อปเพื่อแข่งกับ Microsoft Word [6] แต่จะสร้างซอฟต์แวร์อย่าง Writely และถ้าวิธีแบบนี้มีคนทำกันเยอะแล้ว ก็จะรอสร้างด้วยวิธีใหม่ต่อไป บริษัท startup มักจะทำกันเช่นนี้

เป็นโชคดีสำหรับบริษัท startup บริษัทใหญ่ๆ นั้นเก่งมากๆ ในเรื่องการไม่ยอมรับความจริง ถ้าเรายอมลำบากในการเลือกแข่งกับบริษัทใหญ่ๆ โดยแข่งในทางอ้อม บริษัทเหล่านี้จะยอมพบกันครึ่งทางกับเราคือ จะหันหลบเพื่อไม่ให้เราอยู่ในสายตา การฟ้องบริษัท startup นั้นเหมือนกับเป็นการยอมบรับว่าบริษัท startup นั้นเป็นภัย และนั่นหมายถึงการมองเห็นสิ่งที่บริษัทใหญ่ๆ ไม่อยากเห็น บริษัท IBM เคยไล่ฟ้องบริษัทเมนเฟรมคู่แข่งเป็นประจำ แต่ไม่ค่อยสนใจอุตสาหกรรมไมโครคอมพิวเตอร์เท่าไรนัก เพราะไม่อยากที่จะเห็นและยอมรับภัยที่เข้ามาคุกคาม ในทำนองเดียวกัน บริษัทที่ทำแอพพลิเคชันบนเว็บก็ปลอดภัยจาก Microsoft ซึ่งแม้แต่ปัจจุบันเองตัวบริษัทก็ไม่อยากจะนึกถึงภาพ ณ วันที่ Windows ไม่มีความหมายแล้ว

เหตุผลข้อที่สามที่สิทธิบัตรไม่ค่อยมีบทบาทต่อวงการซอฟต์แวร์คือ ทัศนคิตของสังคม หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือ ทัศนคติของแฮกเกอร์ ในบทสัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้ Steve Ballmer พูดเป็นนัยถึงความเป็นไปได้ในการฟ้อง Linux เกี่ยวกับประเด็นทางสิทธิบัตร แต่ผมไม่คิดว่า Microsoft จะโง่ขนาดนั้น การทำเช่นนั้นจะทำให้เกิดแรงต้านมหาศาล ไม่เฉพาะจากสังคมทางเทคนิคอลทั่วไปเท่านั้น แต่รวมถึงคนของ Microsoft เองด้วย

แฮกเกอร์ที่เก่งๆ ให้ความสำคัญอย่างมากกับหลักการ และคนพวกนี้สามารถเปลี่ยนงานได้ง่ายมาก ถ้าบริษัทเริ่มแสดงพฤติกรรมไม่ดี คนเก่งๆ จะไม่ทนทำงานที่นั่น และด้วยเหตุผลบางอย่าง คำกล่าวนี้ดูจะเป็นจริงสำหรับวงการซอฟต์แวร์มากกว่าวงการธุรกิจอื่น ผมไม่คิดว่านี่เป็นเพราะเหตุผลที่ว่าตัวแฮกเกอร์เองมีความยึดมั่นในหลักการติดมากับตัว พอๆ กับเหตุผลที่ว่าทักษะของแฮกเกอร์นั้นสามารถโยกย้ายถ่ายเทได้ง่าย บางทีเราอาจจะสามารถแยกประเด็นข้อแตกต่างออกจากกัน แล้วสรุปได้ว่า ความสามารถในการเปลี่ยนงานได้ง่ายเอื้อให้แฮกเกอร์นั้นสามารถยึดมั่นในหลักการได้

ด้วยเหตุนี้ นโยบาย “don’t be evil” ของ Google อาจจะเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ Google ค้นพบก็ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็เป็นข้อจำกัดในหลายๆ ทาง ถ้า Google ทำในสิ่งที่ไม่ดี ก็จะถูกโจมตีเพิ่มเป็น 2 ประเด็น ประเด็นแรกสำหรับสิ่งไม่ดีที่ได้ทำ และประเด็นที่ 2 สำหรับการพูดอย่างทำอย่าง แต่ผมคิดว่าสิ่งนี้ก็คุ้มค่าที่จะยึดถือ นโยบายนี้ช่วยให้ Google สามารถหาคนเก่งๆ มาร่วมงานได้ และเป็นการดีกว่า แม้จะเป็นการมองจากมุมมองส่วนตัวล้วนๆ ที่จะถูกผูกมัดโดยหลักการ ดีกว่าที่จะถูกผูกมัดโดยความโง่เขลา

(ผมหวังว่าจะมีใครส่งต่อประเด็นนี้ไปถึงคณะรัฐบาลปัจจุบันบ้างนะ)

ผมไม่แน่ใจว่าเหตุผลข้อไหนมีน้ำหนักมากกว่ากัน แต่ดูเหมือนว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของบริษัทใหญ่ๆ ที่จะไม่ฟ้องบริษัทเล็กๆ และบริษัท startup ก็ยุ่ง และมีเงินน้อยเกินกว่าที่จะมาฟ้องกันเอง ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีสิทธิบัตรซอฟต์แวร์ที่ได้รับอนุมัติเป็นจำนวนมาก แต่ก็มีการฟ้องร้องกันไม่มากนัก ยกเว้นกรณีเดียว คือ patent troll

patent troll คือบริษัทที่ทั้งบริษัทมีแต่ทนายความ ซึ่งธุรกิจทั้งหมดของบริษัทประเภทนี้คือรวบรวมสิทธิบัตร และไล่ฟ้องบริษัทที่สร้างผลิตภัณฑ์ เราสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า patent troll นั้นชั่วร้าย ผมรู้สึกค่อนข้างเปิ่นๆ ที่พูดแบบนี้ เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เราพูดสิ่งที่ Richard Stallman และ Bill Gates เห็นพ้องต้องกันแล้วละก็ เราก็น่าจะใกล้กับการพร่ำเพ้อซ้ำซากโดยไม่จำเป็นแล้ว

CEO ของบริษัท Forgent หนึ่งใน patent troll ที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ที่สุด พูดไว้ว่า สิ่งที่บริษัทของเขาทำนั้นเป็น “วิถีอเมริกัน” (the American way) จริงๆ แล้วนั่นไม่จริงเลย วิถีอเมริกันนั้นเป็นการหาเงินโดยสร้างสินทรัพย์ ไม่ใช่โดยการฟ้องร้อง [7] สิ่งที่บริษัทอย่าง Forgent ทำ จริงๆ แล้วเป็นวิถีทางแบบยุคอุตสาหกรรมตอนต้น ในยุคก่อนที่จะมีการปฎิวัติทางอุตสาหกรรม เศรษฐีบางกลุ่มในประเทศอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสสร้างฐานะมาจากการเป็นผู้ติดตามกษัตริย์ ซึ่งได้ขอสิทธิในการหาผลประโยชน์บางอย่างมาจากกษัตริย์ เช่น สิทธิในการเก็บภาษีจากการนำเข้าผ้าไหม แล้วนำสิทธินี้ไปรีดไถจากพ่อค้า ดังนั้นเมื่อมีคนเปรียบเทียบว่า patent troll ทำตัวเหมือนมาเฟีย คนพูดนั้นพูดได้ถูกต้องมากกว่าที่เขาคิดเสียอีก เพราะมาเฟียนั้นไม่เพียงแต่เลวธรรมดาเท่านั้น ยังเลวในด้านที่เป็นวิธีทำธุรกิจที่โบราณล้าสมัยด้วย

patent troll ดูเหมือนจะจู่โจมโดยที่บริษัทใหญ่ๆ ไม่ทันได้ตั้งตัว ในสองสามปีมานี้ พวก patent troll สามารถรีดไถบริษัทใหญ่ๆ มาได้หลายร้อยล้านดอลล่าร์ การจะสู้กับ patent troll นั้นเป็นเรื่องยาก เพราะบริษัทพวกนี้ไม่ได้สร้างอะไรเลย บริษัทใหญ่ๆ นั้นปลอดภัยจากการถูกฟ้องจากบริษัทใหญ่ๆ ด้วยกันเอง เพราะว่าสามารถฟ้องกลับได้ แต่เพราะว่าบริษัท patent troll ไม่ได้สร้างอะไรเลย จึงไม่มีเหตุให้ไปฟ้องได้ ผมคาดว่าช่องโหว่นี้จะถูกอุดภายในเวลาไม่นาน อย่างน้อยก็ไม่นานตามมาตรฐานของวงการกฎหมาย เราเห็นได้ชัดเจนว่ากรณีแบบนี้เป็นการใช้ระบบในทางที่ผิด และเหยื่อในกรณีนี้ ก็เป็นผู้มีอิทธิพลในวงการธุรกิจด้วย [8]

แต่ถึงพวก patent troll จะเลวร้ายยังไง ผมก็ไม่คิดว่าพวกนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการสร้างนวัตกรรมมากนัก พวก patent troll จะไม่ฟ้องร้องบริษัท startup จนกว่าจะเริ่มมีเงิน และเมื่อถึงตอนนั้นแล้ว นวัตกรรมที่เป็นตัวสร้างรายได้ก็ได้เกิดขึ้นไปแล้ว ผมนึกไม่ออกว่ามีบริษัท startup ไหนที่ยอมเลี่ยงไม่ทำอะไรบางอย่างเพราะกลัวพวก patent troll ฟ้อง

กฎกติกาฮ็อกกี้ก็เป็นอย่างที่เราเห็นกัน แต่ถ้าเราตั้งคำถามเป็นสมมติฐานว่า กีฬาฮ็อกกี้นั้นจะดีขึ้นหรือแย่ลงถ้าไม่มีการกระแทกกัน? สิทธิบัตรจะช่วยสนับสนุนหรือขัดขวางนวัตกรรมกันแน่?

ถ้ามองในมุมทั่วไป คำถามนี้ตอบยากมาก ถึงกับมีคนเขียนหนังสือเป็นเล่มๆ เกี่ยวกับหัวข้อนี้เลย หนึ่งในงานอดิเรกของผมคือ การศึกษาประวัติของเทคโนโลยี้ และถึงแม้ผมจะศึกษาในด้านนี้มาหลายปีแล้ว ผมก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์ในการศึกษาวิจัย ถึงจะหาคำตอบได้ว่าสิทธิบัตรในกรณีทั่วไปนั้นมีผลดีมากกว่าผลเสียจริงหรือไม่

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมสามารถบอกได้ คือ 99.9% ของคนที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ ไม่ได้คิดวิเคราะห์จากการค้นคว้าวิจัย แต่ใช้ความเชื่อฝังใจส่วนตัวล้วนๆ พูดแบบนี้อย่างน้อยนี่ก็เป็นการเรียกอย่างสุภาพแล้ว ถ้าพูดตรงๆ แล้วอาจจะต้องบอกว่า ความเห็นพวกนั้นพ่นออกมาจากอวัยวะที่ไม่ได้เอาไว้ใช้พูดเสียมากกว่า

ไม่ว่าสิทธิบัตรจะช่วยสนับสนุนนวัตกรรมหรือไม่ อย่างน้อยที่สุดสิทธิบัตรก็ถูกสร้างขึ้นมาโดยตั้งใจจะให้เป็นเช่นนั้น เราไม่ใช่จะได้สิทธิบัตรมาแบบเปล่าๆ เพื่อแลกเปลี่ยนกับสิทธิในความคิดนั้นแต่เพียงผู้เดียว เราต้องเผยแพร่ความคิดนั้นด้วย และการสนับสนุนให้เกิดการเปิดเผยเช่นนี้เองที่เป็นเหตุผลหลักที่มีการสร้างสิทธิบัตรขึ้นมา

ก่อนที่จะมีสิทธิบัตร เรารักษาสิทธิในแนวคิดของเราโดยการปกปิดเป็นความลับ แต่เมื่อมีสิทธิบัตรแล้ว รัฐบาลจะช่วยรักษาสิทธิให้เรา โดยถ้าเราเปิดเผยแนวคิดของเราแล้ว รัฐบาลจะให้ความคุ้มครอง กรณีเช่นนี้จะคล้ายกันกับการจัดระเบียบสังคม ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ก่อนที่รัฐบาลกลางจะมีอำนาจมากพอที่จะควบคุมระเบียบของสังคม คนรวยจะมีกองกำลังทหารเป็นของตัวเอง เมื่อรัฐบาลมีอำนาจมากขึ้น ก็ได้ค่อยๆ บีบให้เศรษฐีพวกนี้ยอมมอบหน้าที่ในการคุ้มครองให้กับรัฐบาลแทน (เศรษฐีพวกนี้ก็ยังคงมีบอดี้การ์ดอยู่ แต่ไม่ได้มีไว้เพื่อคุ้มครองจากพวกเศรษฐีด้วยกันเอง)

การมีสิทธิบัตรนั้นถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดหลายครั้งไม่ต่างกับการมีตำรวจ แต่สำหรับทั้ง 2 กรณีนี้ การที่ไม่มีเลยจะแย่ยิ่งกว่า ทางเลือกที่เรามีไม่ใช่ “สิทธิบัตร หรือ เสรีภาพ” เช่นเดียวกับกรณีตำรวจ มันไม่ใช่การเลือกระหว่าง “มีตำรวจ หรือ เสรีภาพ” ตัวเลือกจริงๆ คือ “สิทธิบัตร หรือ เก็บเป็นความลับ” และ “ตำรวจ หรือ แก๊งค์” ตามลำดับ

เช่นเดียวกับการมีแก๊งค์ เราคงพอนึกภาพออกว่า การเก็บทุกอย่างเป็นความลับเป็นอย่างไร เพราะในสมัยก่อนก็เป็นเช่นนั้น ระบบเศรษฐกิจของยุโรปยุคกลาง จะมีการแบ่งฝ่ายเป็นกลุ่ม เป็นตระกูลต่างๆ ต่างฝ่ายต่างก็รักษาสิทธิและความลับในสิ่งต่างๆ ของตัวเองไม่ให้อีกฝ่ายรู้ ในยุคเชคสเปียร์ คำว่า “สิ่งลี้ลับ” นั้นมีความหมายเดียวกับคำว่า “สิ่งประดิษฐ์” แม้แต่ปัจจุบัน เราก็ยังเห็นบรรยายกาศของความลึกลับของกลุ่มต่างๆ ในยุโรปยุคกลาง สะท้อนอยู่ในความลึกลับที่ไร้ประเด็นขององค์กรลับอย่างองค์กรฟรีเมสัน

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการรักษาความลับในยุโรปยุคกลางน่าจะเป็น เมืองเวนิซ ที่ไม่ยอมให้ ช่างเป่าหลอมแก้วเดินทางออกจากเมือง และถ้ามีใครพยายามหนีก็จะส่งนักฆ่าตามไปเก็บ เราอาจคิดว่า ปัจจุบันคงไม่มีทางเป็นถึงขนาดนั้น แต่วงการภาพยนตร์ก็เคยพยายามเสนอให้ออกกฎหมายลงโทษจำคุก 3 ปี สำหรับผู้ที่เผยแพร่ภาพยนตร์บนเน็ทเวิร์คสาธารณะมาแล้ว อยากจะลองคิดเล่นๆ ในแง่ร้ายดูไหม? ถ้าวงการภาพยนตร์สามารถเสนอให้มีกฎหมายอะไรก็ได้ พวกนี้จะยอมหยุดที่ตรงไหน? เราอาจคิดว่าคงไม่ถึงขั้นโทษประหารชีวิต แต่คำถามคือ จะเข้าไปใกล้โทษประหารชีวิตแค่ไหน?

สิ่งที่แย่ยิ่งกว่าการนำไปใช้ทางที่ผิด อาจเป็น ประสิทธิภาพที่ลดลงที่มาพร้อมกับการเพิ่มระดับการรักษาความลับ คนที่เคยทำงานในองค์กรที่ปกปิดข้อมูลขององค์กรเป็นความลับ และยอมให้คนที่จำเป็นต้องรับทราบข้อมูลเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนที่จำเป็นได้ คงจะรู้ดีว่าการแบ่งข้อมูลรวมออกเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อไม่ให้ใครสามารถรู้ได้ทั้งหมดนั้น ทำให้การทำงานด้อยประสิทธิภาพอย่างมาก จุดอ่อนของหลักการรักษาข้อมูลแบบนี้คือ เราไม่สามารถรู้ได้ว่าใครจำเป็นต้องรู้ข้อมูลส่วนไหนบ้าง แนวคิดจากข้อมูลด้านหนึ่ง อาจช่วยจุดประกายให้เกิดการค้นพบอันยิ่งใหญ่ในอีกด้านหนึ่งก็ได้ แต่ผู้ที่ค้นคว้านั้นไม่รู้ว่าตัวเองจำเป็นต้องรู้ข้อมูลส่วนนั้น

ถ้าการปกปิดความลับเป็นเพียงวิธีเดียวที่ช่วยรักษาสิทธิในแนวคิดได้ บริษัทต่างๆ ก็ไม่เพียงแค่ต้องรักษาความลับระหว่างบริษัทด้วยกันเองเท่านั้น แต่ต้องรักษาความลับกันภายในบริษัทด้วย การทำเช่นนี้จะยิ่งเป็นการสนับสนุนให้บริษัทรับเอาลักษณะแย่ๆ ที่มีในบริษัทใหญ่ๆ ในปัจจุบันนี้มาใช้ด้วย

ผมไม่ได้บอกว่าการปกปิดความลับนั้นแย่กว่าการใช้สิทธิบัตร แค่เพียงจะบอกว่าเราไม่ควรที่จะละเลยสิทธิบัตรไปเลย ถ้าไม่มีสิทธิบัตร ธุรกิจต่างๆ จะยิ่งปกปิดความลับต่อกัน ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนต่างตอบแทนกันได้ยาก และในบางวงการอาจจะทำให้ยิ่งวุ่นวายยุ่งเหยิงไปกันใหญ่ และผมเองก็ไม่ได้จะแก้ต่างให้กับระบบของสิทธิบัตรในปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่าระบบนี้ยังมีช่องโหว่อยู่มาก แต่ช่องโหว่เหล่านี้ดูเหมือนจะมีผลกับวงการซอฟต์แวร์น้อยกว่าวงการอื่นๆ

ในธุรกิจซอฟต์แวร์ ผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์เกี่ยวกับประเด็นว่าสิทธิบัตรนั้นสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ จริงหรือไม่ และคำตอบก็เป็นสิ่งที่คนที่มักจะคัดค้านนโยบายสาธารณะอาจจะไม่อยากได้ยิน คือ สิทธิบัตรนั้นไม่มีผลกับนวัตกรรมในวงการซอฟต์แวร์มากนัก ไม่ว่าจะมองในมุมใด นวัตกรรมส่วนใหญ่ในธุรกิจซอฟต์แวร์เกิดขึ้นในบริษัท startup และบริษัท startup ไม่ควรจะไปสนใจกับสิทธิของบริษัทอื่นๆ อย่างน้อยนี่ก็เป็นคำแนะนำจากบริษัท YCombinator และเราก็วางเดิมพันไว้กับคำแนะนำนี้ด้วย

บทบาทเดียวที่สิทธิบัตรมีต่อบริษัท startup ส่วนใหญ่ คือเป็นส่วนประกอบในการเจรจาต่อรองซื้อขายกับผู้ที่จะมาซื้อบริษัท ในขั้นตอนนี้ สิทธิบัตรจะพอมีประโยชน์อยู่บ้าง และสิทธิบัตรก็เป็นการสนับสนุนนวัตกรรมในทางอ้อม เนื่องจากช่วยเพิ่มอำนาจให้กับบริษัท startup ซึ่งถ้าเทียบตามสัดส่วนแล้ว เป็นที่ที่เกิดนวัตกรรมมากที่สุด แต่ถึงแม้ว่าสิทธิบัตรจะช่วยในการเจรจาซื้อขาย ก็มีความสำคัญแค่ในระดับรอง สิ่งที่มีความสำคัญที่สุดคือ การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีเยี่ยม และการสร้างฐานลูกค้าขนาดใหญ่

หมายเหตุ

[1] ตรงนี้เป็นประเด็นที่เราต้องระมัดระวัง เพราะการค้นพบอันยิ่งใหญ่ เมื่อมองย้อนกลับไปแล้วมักจะเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจนทั้งสิ้น แต่กรณีการสั่งซื้อแบบ one-click นั้นไม่ใช่การค้นพบใดๆ

[2] สำนวน “turn the other cheek” (เมื่อโดนตบหน้า จงยื่นแก้มอีกข้างให้เขาตบด้วย) อาจเลี่ยงประเด็นนี้ไป แต่ปัญหาจริงๆ ที่เราพูดถึง ไม่ใช่การตบหน้า แต่เป็นการเอาดาบแทง

[3] การยื่นขอสิทธิบัตรในปัจจุบันต้องใช้เวลานานมาก แต่อาจจะไม่เป็นการดีก็ได้ถ้าประเด็นนี้ได้รับการแก้ไข ปัจจุบันระยะเวลาที่ต้องใช้ในการพิจารณาออกสิทธิบัตรนั้นจะมากกว่าเวลาที่ startup ต้องใช้ในการไปถึงจุดที่ตัดสินได้ว่าสำเร็จหรือล้มเหลว พอเหมาะพอดี

[4] แทนที่จะใช้คำถามมาตรฐาน “จะสร้างผลิตภัณฑ์นี้ได้ไหม?” บางทีนักพัฒนาควรจะถูกถามว่า “จะสร้างผลิตภัณฑ์นี้ไหม?” หรือแม้แต่ “ทำไมถึงไม่เคยคิดสร้างผลิตภัณฑ์นี้มาก่อน?” มากกว่า

[5] ความสามารถในการออกแบบนั้นเป็นเรื่องที่วัดกันได้ยาก จนเราไม่สามารถจะเชื่อในมาตรฐานในวงการออกแบบได้ เราไม่สามารถเชื่อได้ว่าคนที่มีวุฒิการศึกษาทางด้านการออกแบบนั้นจะมีความสามารถในการออกแบบจริง และไม่อาจเชื่อได้ว่านักออกแบบที่มีชื่อเสียงนั้นจะมีความสามารถมากกว่านักออกแบบคนอื่นๆ ถ้าแนวคิดเรื่องการวัดความสามารถนักออกแบบนั้นใช้ได้จริง บริษัทใดๆ ก็คงสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ได้ดีเท่าๆ กับ Apple โดยการจ้างนักออกแบบที่มีคุณวุฒิ

[6] ถ้ามีใครอยากลอง พวกเราก็สนใจอยากจะทราบข่าวเหมือนกัน ผมสงสัยว่ามันอาจจะเป็นหนึ่งในเรื่องที่ไม่ได้ยากอย่างที่ทุกคนคิดก็ได้

[7] พวก patent troll ไม่สามารถอ้างเหมือนนักเก็งกำไรได้ด้วยซ้ำ ว่าตัวเองได้ “สร้าง” สภาพคล่อง

[8] ถ้าบริษัทใหญ่ๆ ไม่อยากรอจนรัฐบาลลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหา มีวิธีที่บริษัทเหล่านี้จะตอบโต้ด้วยตัวเองได้ ผมเคยคิดว่าไม่มีวิธีตอบโต้มานาน เพราะดูไม่มีอะไรที่จะหยิบจับมาใช้ได้เลย แต่มีทรัพยากรอย่างหนึ่งที่จำเป็นสำหรับ patent troll คือ ทนายความ บริษัทด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่นั้นมีงานทางด้านกฎหมายเป็นจำนวนมาก ถ้าบริษัทเหล่านี้ทำข้อตกลงร่วมกันว่า จะไม่ว่าจ้างสำนักงานกฏหมายที่รับคนที่เคยทำงานให้กับ patent troll เข้าทำงาน ไม่ว่าจะในฐานะพนักงาน หรือที่ปรึกษาจากภายนอก ก็จะเป็นการบีบให้ patent troll ไม่สามารถหาทนายความมาทำงานให้ได้

2 Comments to “สิทธิบัตรซอฟต์แวร์ เป็นสิ่งชั่วร้าย?”

RSS for this post's comments

roofimon says on 16 Apr 2011 at 12:50 am

ยาวววววววว มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

koreniac says on 7 Jul 2011 at 11:58 am

ขอบคุณที่แบ่งปันความรู้ประเภท นี้นะครับ
หาอ่าน ยากมากอะ

Leave a comment

not published

Recent Posts