Articles

บทความ

Dec 2010 27 10:24 am

The Peter Principle – เมื่ออาชีพถึงทางตัน

Share/Save/Bookmark

รางวัล Ig Nobel สาขา Management ปีนี้ (2010) มอบให้แก่ Alessandro Pluchino, Andrea Rapisarda, และ Cesare Garofalo จาก University of Catania ประเทศอิตาลี สำหรับงานวิจัยที่ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์แสดงให้เห็นว่า “การพิจารณาเลื่อนตำแหน่งบุคลากรในองค์กรแบบสุ่มมั่ว ทำให้องค์กรมีประสิทธิภาพในการทำงานดีกว่าการเลือกเลื่อนตำแหน่งคนที่ทำงานดี”

หลายๆ คนอ่านแล้วอาจจะงงว่า อะไร มันจะเป็นไปได้ยังไง แต่จริงๆ แล้วแนวความคิดนี้ ไม่ใช่แนวความคิดใหม่แต่อย่างใด งานวิจัยนี้เพียงแค่นำแนวความคิดที่มีอยู่แล้ว มาแสดงด้วยแบบจำลองเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ออกมาเป็นรูปเป็นร่างเท่านั้นเอง

แนวความคิดนี้ มาจากหนังสือชื่อ The Peter Principle ซึ่งเขียนโดย Dr. Laurence J. Peter และ Raymond Hull ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1969 หนังสือเล่มนี้เป็นแนวคิดเชิงเสียดสีประชดประชัน ซึ่งก็มีมูลความจริงอยู่ไม่น้อย เพราะมีหลายที่นำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาในหลักสูตร MBA เลยทีเดียว

ความหมาย

ในส่วนของแนวความคิดเกี่ยวกับการเลื่อนตำแหน่งของ The Peter Principle ได้อธิบายไว้ว่า

In a hierarchically structured administration, people tend to be promoted up to their level of incompetence

ซึ่งหมายความว่า “ในองค์กรที่มีการบริหารจัดการเป็นลำดับชั้น พนักงานแต่ละคนมีแนวโน้มที่จะได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่ตนเองทำงานได้ไม่ดี”

ฟังดูอาจจะยังไม่ชัดเจนนัก คำอธิบายอย่างยาวคือ ถ้าเราทำงานในตำแหน่งที่เราถนัดและมีความสามารถในการทำงานนั้นได้ดี เราก็มักจะสร้างผลงานได้ดี ทำให้ได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นไปตำแหน่งที่สูงกว่าเดิม การเลื่อนขั้นในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ จนกว่าเราจะไปอยู่ในตำแหน่งที่เราขาดความสามารถที่จำเป็นต่อการทำงานนั้นให้ได้ดี เมื่อถึงจุดนั้น ผลงานของเราก็จะออกมาไม่ดี ทำให้ไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งอีกต่อไป ซึ่งกลายเป็นว่าเราถูกเลื่อนตำแหน่งจากตำแหน่งที่เราเคยทำงานได้ดีขึ้นมาเรื่อยๆ ให้มาตันสุดที่ตำแหน่งที่เราทำได้ไม่ดีแทน

ปัญหารูปแบบนี้เกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า ตำแหน่งที่สูงขึ้นมักจะต้องการความรู้ความสามารถที่มากกว่าตำแหน่งเดิม ซึ่งอาจจะเกินขีดความสามารถของพนักงานคนนั้น หรือในบางกรณี ตำแหน่งที่สูงขึ้นอาจจะมีลักษณะต่างไปจากตำแหน่งงานเดิมอย่างสิ้นเชิง ทำให้ต้องใช้ความรู้ความสามารถที่ต่างไปจากตำแหน่งเดิม ซึ่งตัวพนักงานอาจจะไม่ได้มีความสามารถในด้านนั้น

ยกตัวอย่างเช่น นาย A เริ่มงานกับบริษัทแห่งหนึ่งในตำแหน่ง Sales Representative ทำหน้าที่ติดต่อเจรจาขายสินค้าของบริษัทให้กับลูกค้า เนื่องจากนาย A เป็นคนที่มีความสามารถในการเจรจาและเสนอขาย ทำให้นาย A สร้างผลงานขายได้ทะลุเป้าหลายปีติดกัน ดังนั้นเมื่อตำแหน่ง Sales Manager ว่างลง นาย A จึงได้รับการโปรโมตเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาทันที

งานในตำแหน่ง Sales Manager ต่างไปจากงานเดิมของนาย A เพราะหน้าที่และความรับผิดชอบไม่ได้มีแค่การขายเพื่อทำเป้าของตัวเองเท่านั้น แต่อาจต้องดูภาพรวมของการขายในระดับภูมิภาค รวมทั้งการบริหารจัดการและคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ทีมขายด้วย ซึ่งงานเหล่านี้อาจไม่ใช่สิ่งที่นาย A ถนัดและทำได้ดีเหมือนกับงานขาย

แต่สมมติว่า ในตำแหน่ง Sales Manager นาย A ยังสามารถใช้ความสามารถในการขายสร้างผลงานได้ดีพอ เมื่อถึงจุดหนึ่ง นาย A อาจได้เลื่อนขั้นขึ้นไปเป็น VP of Sales ซึ่งจะทำให้เริ่มเห็นปัญหาได้ชัดเจนขึ้น เพราะงานหลายๆ อย่างของตำแหน่งนี้ เช่น การวางกลยุทธ์การขายสำหรับทั้งองค์กร และการทำ sales projection อาจเป็นสิ่งที่นาย A ไม่มีความรู้ความสามารถที่จะทำได้ เมื่อถึงจุดนี้ นาย A จะไม่สามารถสร้างผลงานได้ ทำให้ไม่ได้รับการเลื่อนขั้นต่อไป นั่นคือ เส้นทางอาชีพของนาย A กับบริษัทนี้ ตันอยู่ที่ตำแหน่ง VP of Sales ซึ่งนาย A ไม่ได้ถนัดที่จะทำ และอาจเป็นงานที่นาย A ไม่ได้อยากที่จะทำด้วยซ้ำ!

ผลเสียที่เกิดขึ้น

ถ้าตัวเราไปถึงตำแหน่งที่เราตันเพราะเราไม่มีความสามารถทำงานแล้ว ย่อมเกิดผลเสียต่อตัวเองแน่นอน คงไม่มีใครที่อยากจะทำงานตำแหน่งเดิมๆ และไม่มีผลงานไปเรื่อยๆ แน่ๆ

แต่นอกจากผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับตัวบุคคลแล้ว ยังเกิดผลเสียต่อองค์กรด้วย ซึ่งผลเสียนี้ดูท่าว่าจะร้ายแรงกว่าผลที่เกิดขึ้นกับตัวบุคคลเสียอีก

ผลเสียที่เด่นชัดที่สุดคือ ประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันขององค์กรที่ลดลง เนื่องจากทฤษฎีนี้เชื่อว่าพนักงานทุกคนจะถูกเลื่อนขั้นไปสู่ตำแหน่งที่ตัวพนักงานไม่มีความสามารถในการทำงาน ดังนั้นเมื่อถึงจุดหนึ่ง องค์กรจะเต็มไปด้วยพนักงานที่ไม่สามารถสร้างงานได้ จะเหลือเพียงพนักงานที่ยังเลื่อนขั้นไปไม่ถึงตำแหน่งที่ตันเท่านั้นที่ยังสามารถทำงานให้กับองค์กรได้จริง ซึ่งนับวันก็จะยิ่งเหลือน้อยลงเรื่อยๆ

นอกจากนั้น การตันอยู่ในตำแหน่ง ก็ยังทำให้เกิดผลเสียด้านขวัญกำลังใจด้วย สำหรับคนที่อยู่ในตำแหน่งที่ตัน หากรู้ตัวว่าตัวเองตันก็จะบั่นทอนกำลังใจในการทำงาน เพราะรู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถสร้างผลงานได้ ถึงพยายามไปก็ไร้ประโยชน์ ก็จะยิ่งทำให้ผลงานยิ่งแย่ลงไปอีก ซึ่งก็จะมีผลกระทบไปยังขวัญกำลังใจของพนักงานคนอื่นๆ ในองค์กรด้วย หากการที่มีใครตันอยู่ในตำแหน่งเป็นที่รู้กันทั่วไป ก็จะทำให้พนักงานที่อยู่ในตำแหน่งรองลงมาไม่มีความกระตือรือร้นที่จะทำงาน เพราะรู้ว่าคนที่อยู่ในตำแหน่งนั้นไม่มีทางได้เลื่อนขึ้นไป ทำให้ตำแหน่งนั้นไม่มีทางว่าง (ยกเว้นว่าคนในตำแหน่งนั้นจะลาออก ซึ่งก็เกิดขึ้นได้ยากเช่นกัน) ถึงตัวเองจะทำงานดีขนาดไหน ก็ไม่มีตำแหน่งให้เลื่อนขั้นขึ้นไปอยู่ดี พนักงานที่ตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ก็มักจะเลือกที่จะลาออกไปหาโอกาสที่อื่น มากกว่าที่จะรอแบบลมๆ แล้งๆ ซึ่งก็จะยิ่งทำให้องค์กรมีคนที่สร้างงานได้จริงน้อยลงไปอีก

ความน่ากลัวของปัญหานี้คือ ผลกระทบที่เกิดเป็นลูกโซ่ หากมีใครคนหนึ่งตันอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีโอกาสได้เลื่อนขั้นแล้ว ก็จะส่งผลไปยังคนที่อยู่ในตำแหน่งรองๆ ลงมาด้วย

วิธีป้องกันและวิธีแก้

ดูเหมือนว่า จะไม่มีวิธีแก้ไขที่ดีสำหรับปัญหานี้ บางองค์กรเลือกที่จะใช้วิธี “ให้ออก” สำหรับกรณีที่พนักงานตันอยู่ในตำแหน่งที่ทำงานได้ไม่ดี เพราะนอกจากจะไม่สร้างงานให้กับบริษัทแล้ว ยังทำให้เกิดผลกระทบต่อพนักงานคนอื่นด้วย แต่การให้ออกนั้นก็ทำให้เกิดผลด้านลบต่อขวัญกำลังใจโดยรวมขององค์กรเช่นกัน ซึ่งหากไม่สามารถป้องกันปัญหานี้ได้ ก็จะเกิดกรณีให้ออกเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ

การป้องกันปัญหานี้ ดูจะเป็นทางออกที่ดีกว่า บางองค์กรใช้วิธีเพิ่มเงื่อนไขในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง โดยจะนำความสามารถที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งใหม่มาประเมินตัวพนักงานก่อนจะเลื่อนตำแหน่งด้วย ดังนั้นพนักงานที่สร้างผลงานได้ดีจะไม่ได้เลื่อนตำแหน่งในทันที แต่จะมีการประเมินและเตรียมความพร้อม จนกว่าจะมีความสามารถที่จำเป็นในการทำงานในตำแหน่งใหม่ จึงจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง กระบวนการนี้เรียกว่า Succession Planning แต่กระบวนการนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะสมบูรณ์ 100% เพราะก็ยังมีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดได้ Succession Planning เข้ามาช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหานี้เท่านั้นเอง

อีกแนวทางหนึ่งในการป้องกันปัญหานี้ คือ การจัดผังตำแหน่งงานในองค์กรแบบไม่เป็นลำดับชั้น ปัญหาจาก The Peter Principle จะเกิดขึ้นในกรณีที่องค์กรมีโครงสร้างของตำแหน่งงานเป็นลำดับชั้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ด้านล่างของโครงสร้างจะเป็นงานในลักษณะปฏิบัติการ ส่วนด้านบนมักจะเป็นงานบริหาร ปัญหาที่มักเกิดขึ้นคือ คนที่ทำงานปฏิบัติการ เมื่อถึงจุดหนึ่งจะถูกเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปทำงานบริหาร ซึ่งอาจเป็นงานที่ไม่ถนัดและไม่ได้ต้องการทำ แต่จำเป็นต้องรับเพราะต้องการได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น แต่ถ้าหากการจัดผังตำแหน่งไม่เป็นเช่นนี้ คนที่ทำงานในสายปฏิบัติการสามารถมีตำแหน่งที่มีค่าตอบแทนที่สูงขึ้นได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนสายงานไปทำงานด้านการบริหาร ก็จะช่วยให้บริษัทรักษาคนทำงานไว้ได้ และคนทำงานนั้นก็ยังทำงานในตำแหน่งที่สร้างผลงานที่มีประโยชน์ต่อบริษัทด้วย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของกรณีนี้ คือ บริษัททางเทคโนโลยีซอฟต์แวร์สมัยใหม่ทั้งหลาย ที่สามารถให้เงินเดือนโปรแกรมเมอร์ที่ทำงานดีได้มากพอๆ กับคนที่ทำงานด้านบริหาร ที่เป็นเช่นนี้ได้ ไม่ใช่เพราะบริษัทพวกนี้ทำกำไรได้เยอะ แต่เป็นเพราะ ลักษณะของเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ที่ทำให้มีความต่างของการสร้างผลงานมาก มีนักคิดเขียนนักเขียนหลายคนที่ตั้งข้อสังเกตในประเด็นนี้ ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าในวงการซอฟต์แวร์นั้น คนทำงานสามารถสร้างผลงานได้ต่างกันเป็น 10 เท่า นั่นคือ คนที่เก่งๆ สามารถสร้างงานได้มากกว่าคนธรรมดาถึง 10 เท่า บางคนมองว่ามันอาจจะมากกว่า 10 เท่าด้วยซ้ำ เพราะงานบางอย่างคนธรรมดาไม่สามารถคิดออกได้ ต้องใช้คนที่มีความสามารถสูงเท่านั้นถึงจะทำได้ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบริษัทพวกนี้ถึงยอมที่จะจ่ายค่าตัวโปรแกรมเมอร์ในราคาที่แพง (เมื่อเทียบกับฐานเงินเดือนตลาด) เพราะการจ่ายเงินมากกว่าเดิม 5 เท่า เพื่อให้ได้งานมากกว่าเดิม 10 เท่านั้นเป็นการลงทุนที่คุ้มแสนจะคุ้ม

แต่ทว่า ไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะมองเห็นโอกาสอันนี้ หลายๆ บริษัทยังมองคนทำงานระดับปฏิบัติการ เป็นเพียงแรงงานรายหัว ที่จะหาใครมาทำแทนก็ได้อยู่ ถึงแม้ว่างานนั้นจะเป็นงานใช้สมองก็ตาม บริษัทพวกนี้มักจะให้ความสำคัญกับงานบริหารเชิงธุรกิจมากกว่าการบริหารประสิทธิภาพของการปฏิบัติการ และในวัฒนธรรมแบบนี้เอง ที่ทำให้เกิดผังตำแหน่งงานแบบเป็นลำดับชั้น

จะเห็นว่า เราไม่มีวิธีที่จะหลีกเลี่ยงหรือป้องกันปรากฏการณ์ The Peter Principle ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะมีหลายปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา แต่เราถ้าเรารู้และเข้าใจสิ่งที่อาจเกิดขึ้น และคอยสังเกตสถานการณ์รอบตัวเราอยู่ตลอดเวลา เราก็น่าจะพอเห็นแนวโน้มได้ และคงเป็นการดีอย่างมาก ถ้าเราจะรู้ตัวและเตรียมตัวไว้ก่อนที่จะถึงวันที่เราเดินไปถึงทางตัน

7 Comments to “The Peter Principle – เมื่ออาชีพถึงทางตัน”

RSS for this post's comments

roofimon says on 27 Dec 2010 at 10:40 am

ไม่เคยอ่านอะไรโดนใจขนาดนี้มาก่อนครับ

Teerasej Jiraphatchandej says on 27 Dec 2010 at 11:22 am

เป็นลักษณะการวางแผนจัดการที่ดีมากครับ เมืองไทยน่ามีการพิจารณานำมาใช้จริงๆ (ปกติเห็นจะมีในบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้นแล)

Siros S. says on 27 Dec 2010 at 11:36 am

เรายังไม่ตัน เราก็ต้องกระดึ๊บกันต่อไป (ให้ถึงทางตัน) -_-”

rteeraphong says on 27 Dec 2010 at 2:07 pm

อยากให้ผู้บริหารในบ.ผมได้อ่านจัง :)

บางคนเกิดมาเพื่อเป็นโปรแกรมเมอร์
ถ้าอยากโตก็ต้องเป็น SA เท่านั้น เหมือนส่งเค้าไปถึงทางตัน

Siros S. says on 27 Dec 2010 at 9:10 pm

ผมคิดว่า บริษัทหลายที่เห็นปัญหาลักษณะนี้นะครับ หนึ่งในคำถามคลาสสิกที่นิยมถามกันตอนสัมภาษณ์ คือ “อีก 5 ปี คุณคิดว่าคุณจะทำอะไร” ก็คือ ถาม career path นั่นเอง จะได้รู้ว่า match กับบริษัทหรือเปล่า

แต่สุดท้ายถึงจะมี development plan ตาม career path ยังไง ปัญหาที่เกิดจากโครงสร้างเป็นลำดับขั้นก็ยังเกิดขึ้นได้อยู่ดี ตราบใดที่ค่านิยมยังมองว่างาน management สร้างคุณค่าให้องค์กรมากกว่า
คนก็ยังต้องตะกายขึ้นไปหาตำแหน่ง management ไม่ว่าตัวเองจะชอบหรือไม่ชอบ ถนัดหรือไม่ถนัดก็ตาม
และสุดท้าย ฝ่ายที่เสียหายที่สุด ก็เป็นตัวองค์กรเองนั่นแหละ

ผมคิดว่า งานสายคอมพิวเตอร์เริ่มจะปรับตัวแล้วนะครับ ถ้านับย้อนกลับไปสมัยซักยี่สิบปีที่แล้ว จากคำบอกเล่าของคนทำงานสมัยนั้น ไม่ได้มีตำแหน่งงานเยอะขนาดนี้
มี programmer แล้วก็ไป manager เลย ไม่ได้มี programmer analyst หรือ system analyst มีหน้าที่แบ่งย่อยออกมาชัดเจนเหมือนเดี๋ยวนี้
แล้วสมัยนี้ ก็มีตำแหน่งอย่าง architect และ consultant ที่ถึงแม้งานจะยังอยู่ในสายเทคนิคเป็นหลัก แต่หลายที่ก็ให้ค่าตอบแทนไม่แพ้งาน management
แต่ก็คงอีกนานครับ กว่างานระดับโปรแกรมเมอร์เขียนโค้ดจะได้รับการยอมรับว่าสร้างคุณค่าได้ไม่แพ้งานบริหาร เว้นแต่ว่า เราจะไปทำงานที่ Google หรือ Facebook

ตอนเปิดหน้านี้เข้ามาจะตอบ ตกใจ เห็น 60 Like ข้างบน (ตอนแรกนึกว่า counter มันพัง)
ไม่เคยมีโพสต์ไหนมีคนกด Like มาก่อน แสดงว่าเรื่องนี้โดน :)
จริงๆ ผมเคยทำงานบริษัทที่ทำระบบพัฒนาทรัพยากรบุคคล เดี๋ยววันหลังจะหาเรื่องแนวนี้มาเขียนอีกนะครับ

kowito says on 23 Feb 2011 at 7:22 pm

อ่านแล้วโดนสุดๆเลยครับ

Kornnn says on 18 Apr 2011 at 7:34 am

อ่านแล้วโดนสุดๆ เหมือนกันเลยครับ เป็นบทความที่ดีมากครับ

Leave a comment

not published

Recent Posts